
กะลาหน้าถ้ำ .. รองเท้าสุขภาพปาดังเบซาร์พร้อมบุกตลาดส่งออก
กะลาหน้าถ้ำ เป็นผลิตภัณฑ์จากการออกแบบของ แม่บุญธรรม มะโนเพ็ชร ซึ่งต้องการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ด้วยแนวคิดในเรื่องการบำบัดฝ่าเท้า โดยใช้กะลามะพร้าวเม็ดเล็ก มาร้อยเรียงบนพื้นรองเท้า หลายปีที่แม่บุญธรรมนำสินค้าออกขาย จนเป็นที่รู้จักในนาม “รองเท้ากะลา ของ ตำบลปาดังเบซาร์”
อันที่จริงแม่บุญธรรมหยิบเอากะลาไร้ค่ามาแปรรูปกะลาเกือบ 20 ปีแล้ว ครั้งแรกคือทำกะลาสำหรับเหยียบบำบัดส่งให้กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งสำหรับชาวบ้านในอำเภอสะเดาแล้ว มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มกับการเสียแรงงานและเวลานัก เพราะรายได้ที่ดีกว่าจากการทำสวนยางรวมถึงอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าชายแดน ไทย-มาเลเซีย ซึ่งเรียกว่ามีคนผ่านเข้าออกตลอดเวลา และยังถูกมองว่า “กะลาเป็นของขอทาน” แต่แม่บุญธรรมยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้โลกรู้จัก
หลายปีผ่านไปแม่บุญธรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์กะลาขึ้นมากมาย ด้วยความรู้ในห้องเรียนระดับประถม 4 แต่เธอเรียนรู้เรื่องของการออกแบบ จับทางได้ว่าอะไรที่ตลาดต้องการ จนเชี่ยวชาญในด้านกะลา สินค้าของกลุ่มมีรูปแบบที่โดดเด่น ประณีต แต่เมื่อมีหลายท้องถิ่นแปรรูปกะลา เป็นที่มาของสินค้าที่ “เหมือนกันไปหมด” แม่บุญธรรมจึงพยายามหนีการแข่งขัน สร้างความแตกต่างจนได้ “รองเท้ากะลา” ซึ่งได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรไว้ด้วย
แต่แม้สินค้าถูกตลาด แต่ในความเป็นจริงปัญหาใหญ่ของแม่บุญธรรมคือการสื่อสารเพื่อทำตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จึงไม่สามารถรับออเดอร์อย่างต่อเนื่องได้ หลายครั้งที่แม่บุญธรรมนำสินค้าออกงานแฟร์ต่างประเทศ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการเจรจา เมื่อมองเห็นจุดอ่อนชัดเจนปีนี้แม่บุญธรรมจึงร่วมมือกับ อุษณีย์ กีรติอารีย์กุล ซึ่งมีประสบการณ์ในด้านส่งออกให้เข้ามาช่วยดูแลด้านการตลาด ติดต่อกับลูกค้าต่างประเทศ ทำให้แม่บุญธรรมสามารถทุ่มเทกับด้านการผลิตและพัฒนาสินคนค้าได้เต็มที่
“พี่บุญธรรมจะมีความสามารถเฉพาะตัว เดินทางไปได้หลายประเทศ แต่ก็ขายได้แบบงูๆ ปลาๆ ถ้าต้องมาเซ็นสัญญาซื้อขายกันเป็นระบบ เขาจะไม่กล้ารับ กลายเป็นว่าออเดอร์ใหญ่ๆ หลุดไปหลายออเดอร์ ลูกค้าต่างประเทศรอคำตอบหลายราย”
ในการออกงานแฟร์ BIFF&BIL แสดงสินค้าทางด้านแฟชั่นและเครื่องหนังซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออกในปีนี้ แม่บุญธรรมจึงส่งอุษณีย์ เป็นตัวแทนของกลุ่มในฐานะ Export Manager ให้เป็นผู้เจรจาธุรกิจ
อุษณีย์เป็นอดีตข้าราชการ กศน. (การศึกษานอกโรงเรียน) ซี7 ดีกรีปริญญาโท มีประสบการณ์ทำงานกับชาวบ้านหลายสิบปี ก่อนออกมาทำธุรกิจส่งออก มุ่งมั่นต้องการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนออกไปสู่ตลาดโลกได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ขณะนี้เธอกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก และอยู่ระหว่างทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “กระบวนการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยให้ส่งออกสินค้าเกษตรได้” สินค้าเกษตรที่ว่ารวมตั้งแต่ต้นทางคือในหมวดของอาหารไปจนกระทั่งผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่น สินค้าแปรรูปกะลานั่นเอง จึงจับมือกับแม่บุญธรรมด้วยจุดมุ่งหมายที่ตรงกัน
“ปัญหาของกลุ่มคือแรงงาน เพราะเราอยู่ในอำเภอสะเดา แรงงานก็อยากจะเลิกไปทำอย่างอื่น กรีดยางนี่ได้มากกว่าอยู่แล้ว แต่อาศัยว่าเป็นลูกหลาน พี่น้อง คนใกล้บ้านที่สู้กันมา เรามาคุยกันเรื่องคุณค่างาน เราเหลือกลุ่มเดียวในท้องถิ่นแล้วที่ทำผลิตภัณฑ์โอทอปส่งออก ความฝันของพี่บุญธรรมคือให้ชาวบ้านทำสินค้าที่มีมาตรฐาน แล้วไปวางขายอยู่ทั่วโลก แต่แกก็ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าไปตามออเดอร์แล้วหยุด พี่เองก็ส่งเสริมชาวบ้านมานาน ฝันอยากจะให้ชาวบ้านส่งออกได้สำเร็จเหมือนกัน”
“เราแบ่งงานกันไปเลย พี่เองทำด้านการตลาด พี่คิดว่าต้องพัฒนาทั้งระบบ ถ้าออเดอร์เข้ามา การจัดสรร การแบ่งงานจะทำยังไง ทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของพี่บุญธรรม ซึ่งก็มีการแบ่งงานบางส่วนให้ชาวบ้านอีกกลุ่มที่อยู่จังหวัดพัทลุง ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกะลาทำสินค้าบางขั้นตอนให้ ตอนนี้เรากล้ารับออเดอร์ที่มากขึ้น และกล้าดิวในระยะยาว ให้ความมั่นใจกับลูกค้าได้”
“ตัวรองเท้ามาออกงานหลายปีแล้วค่ะ แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องตลาด พี่บุญธรรมเล่าว่าตลอดหลายวันได้แต่เก็บนามบัตร แต่คุยได้แค่ตามสิ่งที่เตรียมมา นอกเหนือจากนั้นไม่รู้จะคุยยังไง การอธิบายก็ไม่ได้มาก พอมาปีนี้พี่ได้คุยกับลูกค้าจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น อย่างอเมริกาอยากให้ปรับเป็นหนัง มีส่วนโค้งส่วนเว้าเพิ่มขึ้น ใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นได้มั้ย พี่ก็ไปคุยกับคลัสเตอเครื่องหนัง ก็ได้ดิวกัน 2-3 โรงงาน ออเดอร์เขาเลยว่าอยากได้สไตล์ไหน รูปแบบไหน เขาก็สามารถจะทำให้ แล้วส่งให้เราเย็บร้อยขึ้นรูป”
“เมื่อวานก็ได้นามบัตรมา 20 กว่าราย เป็นผู้นำเข้า เจ้าของห้าง ที่เจ้าของห้างมาเองก็ 4-5 ประเทศ ญี่ปุ่น อเมริกา อินเดีย เดนมาร์ค อย่างเจ้าของห้างญี่ปุ่น เขาจะมีสาขาที่เซี่ยงไฮ้ อินโดนีเซีย อยากทำตลาดระยะยาวเพื่อไปโปรโมทเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ ที่คุยกันก็แฮปปี้นะ จะมีการดิวกันต่อเนื่อง แต่ลูกค้าบางส่วนก็ยังดูสถานการณ์บ้านเมืองและหลายๆ อย่างด้วย เขาถามเราว่าถ้าออเดอร์ เราชัวร์กี่เปอเซนต์ว่าเราทำส่งให้ได้ทัน”
“เราจะเก็บข้อมูลกลับไปคุยกับกลุ่ม อันไหนที่ทำได้เราก็จะได้ตอบรับกับลูกค้า อันไหนที่ทำไม่ได้ก็ต้องบอกเหตุผลกับลูกค้าว่าเรามีข้อจำกัดยังไง ถ้าเราดิวกับลูกค้าได้โดยตรงอย่างนี้ ก็จะทำให้เรามีโอกาสเป็นผู้ส่งออกเอง กลุ่มก็สามารถที่จะเพิ่มมูลค่าได้ ไม่ใช่เพียงว่าได้ค่าแรงจากรองเท้าคู่ละ 80 บาท ก็ยังเป็น 80 บาทตลอดไป”
อุษณีย์รับรู้จาก buyer ที่มาเดินในงานถึงความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์คือการเป็นแฮนด์เมดและเรื่องของสินค้าสุขภาพ ซึ่งสองประเด็นนี้เป็นแฟชั่นอินเทรนสำหรับโลกในตอนนี้ ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยที่แต่ละประเทศต้องการจะแตกต่างกันไป จุดเด่นของกลุ่มโอทอปแบบนี้คือสามารถรับออเดอร์พัฒนาปรับรูปแบบตามความต้องการของลูกค้าได้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาการสื่อสารยังเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหารองลงมาคือเรื่องของขั้นตอนในการส่งออก
“เราได้ดิวกับดีเอชแอลซึ่งเขาเสนอบริการที่ทำเราส่งออกได้ไม่ยุ่งยาก เราจะบอกว่าสินค้าที่สั่งน้ำหนักต่อชิ้นเท่าไหร่ ส่งไปโซนไหน ดีเอชแอลก็จะคอนเฟิร์มราคา สถานที่อยู่ของลูกค้า พอสินค้าเราเสร็จเขาก็จะให้แพ็คกิ้งเรามาหมด ซึ่งส่วนนี้เขาไปชาร์จกับลูกค้าให้แล้ว พอสินค้าเรียบร้อยเราก็โทรบอกเขา ลูกค้าก็แฮปปี้ ได้สินค้าที่รับประกันส่งตรงตามเวลา”
“ที่สำคัญคือดีเอชแอลยังเปิดบิลให้เราเดือนนึง ส่งของไปให้ลูกค้าก่อน สิ้นเดือนค่อยมาวางบิล ทำให้เราสะดวกขึ้น สิ่งเหล่านี้ดูเล็กน้อย แต่เป็นอะไรเล็กน้อยที่ทำให้เราส่งออกไม่ได้ ภาครัฐเองก็ต้องให้ความรู้ชัดเจนเรื่องโลจิสติกส์ และเรื่องกฎหมายพิกัดศุลกากร ตัวนี้อยู่ในพิกัดเท่าไหร่ ถ้าส่งไปภาษีเท่าไหร่ หรือมีสิทธิพิเศษอะไรบ้าง”
อุษณีย์ยังได้รับคำแนะนำจาก buyer ว่าควรจะมีแบรนด์ที่ชัดเจน เธอจึงต่อสายตรงไปสะเดาปรึกษาแม่บุญธรรมหยิบจุดเด่นคือวัตถุดิบกะลา บวกกับแห่งต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์ คือ บ้านหน้าถ้ำ ตั้งเป็นแบรนด์ “กะลาหน้าถ้ำ” แบบสดๆ ร้อนๆ ในงานนี้นี่เอง
อีกมุมมองจากโอทอป กะลาหน้าถ้ำ คือ บางครั้งชาวบ้านอาจมีทางเลือกอื่นซึ่งสร้างรายได้มากกว่า แต่ด้วยความต้องการผลักดันคุณค่างานหัตถกรรมในท้องถิ่นให้มีที่ทางยืนอยู่ได้ พวกเขาจึงเลือกผลิตสินค้าภูมิปัญญาไทยให้โลกได้เห็น เช่นที่พวกเขาบอกว่า “เราไม่อยากเป็นแค่ผู้รับจ้าง เราอยากเป็นคนที่กำหนดราคา และรูปแบบของเราได้” เชื่อว่าเมื่อแก้ปัญหาเรื่องการสื่อสารได้ การก้าวสู่ตลาดโลกของสินค้าโอทอปไทยคงไม่ไกลเกินจริง และนี่คืออีกก้าวย่างของพวกเขาเอง
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก www.smethailandclub.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต