วันนี้นั่งทำงานนานหน่อย ไม่ได้ไปไหน คิดงานไม่ออกอ่ะ ได้โอกาสก็เลยนั่งหาข้อมูลมาอัพขึ้นดีกว่าข้อมูลนิ่งไปนานหลายวันล่ะ เพราะมัวแต่ไปแก้เรื่องระบบของ Web rongteen.com มากไปหน่อย เดี๋ยวเพื่อนๆเข้ามาดูแล้วจะไม่มีอะไรที่น่าสนใจงานเข้าแน่ๆ!!
ดูไปดูมาก็ไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ทางการแพทย์ข้อมูลหนึ่ง น่าสนใจมากๆ!! (ขอบอกๆ) ก็เลยลองส่ง Mail ไปหาท่านเจ้าของ Blog เพื่อขอเข้าพบและสัมภาษณ์ เผื่อท่านจะให้โอกาสตอบรับ
รอแค่วันเดียวเท่านั้น ท่านก็ตอบรับกลับมา ผมดีใจมากไม่คิดว่าท่านจะสละเวลาอนุญาตให้เราเข้าสัมภาษณ์ได้ และยิ่งถ้าเพื่อนๆได้รู้ว่าท่านยุ่งขนาดไหนในแต่ละวันแล้วล่ะก็ เพื่อนๆก็จะยิ่งดีใจ และภูมิใจไปกับผมด้วยมากยิ่งกว่านี้อีกเพราะท่านยุ่งเอามากๆ มีผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับเท้า (นี่แค่เฉพาะเท้านะครับ) มาพบทุกวัน และตลอดเวลา เรียกว่า เป็นคุณหมอคิวทองคนหนึ่งเลยล่ะ
เอาประวัติท่านอย่างย่อให้ทราบก่อนนะครับ เพื่ออย่างน้อยก็การันตีความเชื่อมั่นทางการแพทย์ และถ้าใครมีญาติพี่น้องที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเท้า หรือโรคเบาหวาน ท่านน่าจะช่วยเพื่อนๆ ได้เป็นอย่างดี ผมกล้าเอาเท้าเป็นประกัน!!
ชื่อ นพ. เชิดพงศ์ หังสสูต
แพทย์ประจำโรงพยาบาลสมิตติเวช
ประวัติย่อ:
- 2535 (1992) พ.บ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 2541 (1998) วุฒิบัตรเวชศาสตร์ฟื้นฟู รพ.ศิริราช
- 2542 (1999) Fellowship in Podiatry Medicine at Podiatry
clinic, Joslin Diabetic Center, Beth Israel
Deaconess Hospital, Boston, MA. 1999
- 2544 (2001) Certificate in Acupuncture, Department of
Medical Service Ministry of Public Health,
Thailand & Shanghai University of
Traditional Chinese Medicine
- 2545 (2002) วุฒิบัตรเวชศาสตร์ครอบครัว
- 2546(2003) Certification of Thai Traditional Massage,
โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ วัดเชตุพนฯ
- 2548 (2005) Pre certification course, The Robert M.
Palmer MD.Institute of Biomechanics,
Seattle
- 2548 (2005) Certification of Pedorthist, USA.
- 2548 (2005) Hyperbaric Medicine Training, International
ATMO, Nix Medical Center, San Antonio,
Texas
- 2549 (2006) BNH. Hospital, Podiatry clinic
- 2550 (2007) Samitivej Hospital, Foot Care Center
Rongteen Team : คุณหมอทำอะไรบ้างครับ แล้วปัญหาเกี่ยวกับเท้ามันมีมากขนาดไหนครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : เป็นแพทย์ที่ดูแลเรื่องเท้า ซึ่งเท้าเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักเยอะมาก โรคที่เกี่ยวกับเท้าสุดท้ายเป็นที่ปรากฏให้เห็นเป็นแผล บวม อักเสบ เท้าบิดผิดรูป ปรากฏว่าสัมพันธ์ กับ สิ่งที่เรียกว่า “Mechanics”หรือ “กลศาสตร์” พอเราพูดถึง ที่เราพูดถึง Mechanics ที่เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ เราจะเรียกว่า “ชีวกลศาสตร์” หรือ Bio-Mechanics ในประเด็นที่สำคัญ โรคที่เท้ามักจะมองหรือแก้ไข Result หรือแผลที่เกิดขึ้นกับเท้า ไม่ได้มองไปที่ต้นตอของอาการ ยกตัวอย่างเช่น คนไข้บอกว่าเวลาเดิน มีอาการเจ็บเท้า ถ้าเกิดคนไข้ไปหาที่ไหนก็ตาม หมอก็จะวินิฉัยว่าเท้าอักเสบ แล้วคนไข้ก็ทานยา แล้วหายปวดก็เลย OK แล้ว พอหมอหยุดยาคนไข้ก็มีอาการเริ่มอักเสบแล้วก็เจ็บอีก ฉะนั้นเราต้อง วิเคราะห์ว่าต้นเหตุ เราเจ็บเท้าจากเหตุอะไร
เอาอย่างนี้ คุณลองถอดรองเท้านิดนึงดีมั้ย แล้วเราจะได้ลองตรวจดูง่ายๆ ไม่มีอาการเจ็บใดๆที้งสิ้น
ว่าแล้วผมก็ใจง่าย ถอดรองเท้าออกซะดื้อๆตามที่คุณหมอแนะนำ ไม่มีขัดเขิน จากนั้นท่านก็ให้พี่ๆทีมงานของคุณหมอมาจัดแจงอุปกรณ์พิเศษ และท่าทางการเดินของผมเพื่อทำการทดสอบ และวิเคราะห์เท้าของผมต่อไป ซึ่งพี่ๆทีมงานของคุณหมอก็มิได้รังเกียจที่จะตรวจดูโครงสร้างเท้า เอาชนิดที่ว่าแบบเจาะลึก (ในความคิดผมนะ) จนผมรู้สึกถึงความเป็นกันเอง และผ่อนคลายมากขึ้น และการเอาใจใส่ที่ดีจากคุณหมอ และทีมงานคุณหมอทุกคน
Rongteen Team : คุณหมอครับ เท้าผมเป็นยังไงบ้างครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ต้องบอกว่าอย่างนี้ครับ คนเท้าแบน บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม นิ้วโป้งจึงรักนิ้วชี้จังเลย ฮ่าๆๆๆ น่ะ ก็เพราะว่า มันถูกเบียด จาก น้ำหนักเราลงจากจุดหนึ่งตรงนี้ แล้วก็เป็นหนังหนาแข็ง เวลาน้ำหนักเราลงเท้า กระดูกมันเรียงร้อยกัน ซึ่งจะมีประมาณ 26-28 ชิ้นเกิดการบิดหรือลงมาด้านใน นิ้วโป้งจะมีการบิดเข้ามาด้านในของตัวเท้านิ้วโป้งก็จะบิดเข้ามาเพราะว่าเกิดจากเท้าแบน ซึ่งระบบในการชดเชยของร่างกายจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา สุดท้ายนิ้วก็จะชิดๆๆกันไปเรื่อยๆ
Rongteen Team : อนาคตต่อไปมีชิดกว่านี้ด้วยเหรอครับ(สีหน้าตกใจมากๆ)
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ขอโทษด้วยนะ สุดท้ายมันจะขี่กันเลย ( โหตายล่ะ เอาไงดี!!! ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย งานใหญ่เข้าแน่ล่ะ ) เท้าก็อาจจะมีการบวมออกมาเรื่อยๆ แล้วก็มีการไปถูไถกะรองเท้าจนมีอาการอักเสบได้ คนไข้ที่มีปัญหาต่อการเดินแน่นอนว่าคนไข้มาเราเรื่องของเท้าเจ็บ หมอบอกว่ามีแรงกระทำแบบนี้น่ะ เพราะฉะนั้นเราสามารถลดการอักเสบได้ โดยให้ยาลดอาการอักเสบ แต่ก็ทำให้Mechanics ดังกล่าวเกิดโรคซ้ำอีก ซึ่งเราต้องแก้ไขในเชิงของMechanics ยกตัวอย่างเช่น จะพูดให้ฟังง่ายๆเลย ก็ของคุณเรืองศักดิ์ (ผมเองครับ) เคยเห็นรถยนต์วิ่ง แล้วเราขับตามรถยนต์ข้างหน้าไป เราจะเห็นเลยว่าเวลาเรามองจากด้านหลัง เราจะเห็นว่าล้อรถ ถ้ามีการเรียงตัวดีระบบช่วงล่างปรกติดี เวลาเราเจอ Bump ก็จะขึ้นลงตรงๆ หรือตรงกลาง แต่เวลาล้อรถแบะออก เวลาเจอ Bump แทนที่ล้อจะขึ้นลงตรงๆ แต่กลับบิดออกให้เห็น ข้อเท้าก็เหมือนกัน กระดูกเท้ามีการเรียงตัวกัน กระดูกทั้งหมดมีทั้งหมด 26-28 ชิ้น เรียงตัวกันเป็นแนวเพื่อที่จะรองรับแรงกะแทกจากก้าวที่เดิน ถ้าเราเป็นคนรักรองเท้าจะเห็นเลยว่ารองเท้ารู้สึกบางลง เพราะฉะนั้นถ้าเราเทียบกับรถยนต์ รถยนต์ก็จะมีคาน ปีกนก มีอะไรต่างๆ อันนี้ ก็จะรับแรงดึงซ้ำๆ ตอนแรกออกจากอู่ก็จะไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเราเดิน ไปประมาณ 1 หมื่นก้าว ต่อวันโดยทั่วไปแล้ว เพราะฉะนั้นแรงกระแทก ซ้ำๆเวลาเราบวกไปเป็น ปีๆ อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้
Rongteen Team : แล้วเราพอมี แนวทางแก้ไขได้ หรือไม่ครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : คือว่าถ้าเราจะป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ เราก็มา Allign Bone หรือเรียงตัวกระดูกใหม่โดยการสร้างอุปกรณ์เสริมที่เราเรียกว่า “อินโซล” (Insole) ทางด้านในเพื่อที่จะป้องกัน ซึ่งทั้งหมดเราจะทำจากการทำแบบพิมพ์จากเท้าคนไข้เฉพาะคนต่อคนเท่านั้นเพื่อที่จะสร้างอินโซมด้านใน
Rongteen Team : แสดงว่าแต่ละคนมีเท้าไม่เหมือนกันเลยใช่มั้ยครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : แน่นอน ต้องไม่เหมือนกัน เพราะเรา Copy ตัวแบบเท้าจากคนไข้ให้พอดีเลยเพื่อที่จะบล๊อกเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่นเท้าเราเอง เราต้องวิเคราะจากเรื่องMechanicsเพื่อที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง
Rongteen Team : แสดงว่าเมืองไทยยังไม่มีคนทำใช่มั้ยครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ในเมืองไทยมีคนจบทางด้านนี้ทั้งหมด 5 คนครับ
Rongteen Team : 5 คนเองหรอครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ใช่ครับ
Rongteen Team : แล้วอย่างทางคลีนิคที่เกี่ยวกับเท้าของสงฆ์ ที่คุณหมอทำ คุณหมอมีแนงทางอย่างไรครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ในประเด็นของตัวผมเอง คือว่าเนื่องจากมีคนที่เรียนมาทางด้านนี้เพียงแค่ 5 คน ผมก็เลยคิดว่า "จริงๆแล้วเราทำได้แค่นี้เองหรอ" เหมือนเราทำมาหากินเราดูแลผู้ป่วยแค่มีตังค์ แค่เองนี้เหรอ เวลาเราตายไปก็มีแค่นี้เองเหรอ ผมก็เลยคิดว่า จะแบ่งเวลาส่วนหนึ่ง ไปทำบุญที่โรงพยาบาลสงฆ์ ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเรื่องโรคเท้า คือ การที่จะตัดเท้า หรือไม่ตัดเท้าในคนไข้เบาหวาน อันนี้เป็นเรื่องจริงที่ว่า คนบางคน หลับตาไม่อยากมอง แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริง ที่ว่าคนไข้เบาหวานที่ทั่วประเทศมีคนไข้เป็นโรคเบาหวาน อยู่ประมาณ 3-4 ล้านคน ในประชากรไทยที่อายุ เกิน 36 ปี มีอัตรา การเป็น เบาหวาน 9.6%
Rongteen Team : ผู้ชายหรือว่าผู้หญิงเป็นโรคนี้มากกว่ากันครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ผู้ชายเป็นมากกว่าครับ ในประเด็นนี้ในปีที่แล้ว ทำให้มีการตัดเท้า อยู่ที่ 38,000 เท้า
Rongteen Team : สาเหตุที่ต้องตัดเท้าก็เพราะว่า เบาหวานมันลงเท้าหรอครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ใช่ครับ เพราะว่าที่ผมกำลังจะพูดถึง Bio-Mechanics ที่เกิดขึ้นน่ะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเกิดว่าในกลุ่มที่คนไข้เป็นแผลเรื้อรังที่ตัวเท้าลักษณะที่มีความเข้มข้นที่จุดๆหนึ่ง ก็อาจจะก่อให้เกิดตัวโรคได้ ผมอยากจะบอกว่าอาการเจ็บเป็นสิ่งที่มีค่าเหลือเกินในธรรมชาติที่มอบให้แก่มนุษย์ เป็นสวรรค์ประทานให้ เมื่อไรที่เราเจ็บทำให้เราหยุดกระทำสิ่งๆนั้นทันที แต่ที่เราไม่รู้ตัวเมื่อไรที่เราเจ็บ เราก็ตะแคงเท้าไปเอง เดินไปแล้วก็ทำสิ่งอื่นไปด้วย ในกลุ่มคนไข้เบาหวานจะมีอาการชาที่เท้าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นลักษณะอาการความรู้สึกก็เหมือนกับซอมบี้ไม่รู้สึกความเจ็บปวด ซึ่งจริงๆแล้วเป็น แต่ไม่รู้สึกเจ็บ
Rongteen Team : เพราะความชินชาใช่มั้ยครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ใช่ครับ เพราะฉะนั้นคนไข้กลุ่มนี้จะมาหาหมอ เนื่องจากแผลเรื้อรังแล้ว แผลเรื้อรังนั้นบางที่ ดำเนินโรคไปเป็นปีๆนะ บางคนเป็นแผลมาหลายปีเลย แล้วก็มีเชื้อโรคเข้าไปมีการขาดเลือดไปเลี้ยงแล้วทำให้มีปัญหาการเกิดโรคเข้ามา
Rongteen Team : แล้วแนวทางการแก้ไขเบื้องต้นล่ะครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : อยากจะบอกว่า การรักษาแผลนั้น เหมือนกับเป็นภาพที่เติมไม่เต็ม คือคนมุงที่แผล จะรักษาแผลยังไง มองเข้าไปปุ๊บ ก็เอา วัสดุติดแผล เอายาใส่เข้าไปมีการติดเชื้อหรีอไม่ แต่จริงๆแล้ว ภาพโดยรวม คนไข้ไม่ได้อยู่กับเราตลอด 24 ชั่วโมง คนไข้กลับไปใช้ชีวิตประจำวัน แล้วคนไข้ใช้ชีวิตอย่างไร คนไข้ปรากฏให้เห็นแล้วยกขาขึ้นแล้วบอกว่า นี้คือแผลไม่ว่า 100 คน 1000 คน 100,000 คน ก็บอกเหมือนกันว่านี้คือแผล
Rongteen Team : ใช่ๆๆ ครับคุณหมอ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : แต่จะมีคนเข้าใจ พอเห็นภาพดังกล่าวไหมว่า พอหลบไปจากห้องหมอ แล้วกลับไปที่บ้านก็ไปหาบของขาย ถ้าเป็นพระท่านต้องไปทำกิจนิมนต์ ท่านต้องไปเลี้ยงดูผู้คน ท่านต้องมีลูกศิษย์ ลูกหา ท่านต้องไปโน้นนี่ตั้งเยอะตั้งแยะ ฉะนั้นประเด็นดังกล่าวเรื่องของ แมคคานิค จึงเป็นต้นตอของโรคนี้ ในพระสงฆ์เราก็ทำสิ่งนี้ขึ้นมา เราทำรองเท้าขึ้นมา ทั้งหมดก็ด้วยความลำบากยากเย็น ก็เนื่องด้วยจากต้องเจอกับปัญหาซ้อนๆกันหลายเรื่อง ของพฤติกรรม เรื่องของความเข้าใจ
Rongteen Team : แล้วมีพระที่ดื้อบ้างมั้ยครับแบบว่าไม่ใส่ ไม่เอา เท้าเปล่าดีกว่า(จะบาปใหมหนอเรา)
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ประเด็นสำคัญของเรื่องราวก็คือว่า ความไม่เจ็บมีผลต่อพฤติกรรมมาก ถ้าเกิดเราบอกว่า ชอบ ดีใจ เสียใจ อารมณ์ต่างๆแต่ละอารมณ์ที่มีผลต่อพฤติกรรมมากสุดคือ "ความเจ็บ" ก็จะมีผลทันทีทันใดและเปลี่ยนแปลงการกระทำทันที
Rongteen Team : ใช่ครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ถ้าเกิดเราพูดถึงโดยลึกลงไปถึงจิตวิทยา ความเจ็บมันLinkกันอย่างมากกับความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต ถ้าเราไม่มีความรู้สึกเจ็บแล้ว ทีนี้พฤติกรรมแปลกมาก ตอนนี้ผมก็กำลังทำโครงการกับ สวทช. NECTEC
Rongteen Team : ตอนนี้กำลังทำอยู่ใช่มั้ยครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ใช่ครับ เพื่อที่จะประดิษฐ์เครื่องมือที่มาวัดแรงกด ที่ฝ่าเท้าและสร้างแผ่นรองฝ่าเท้าขึ้นมาพอดีให้กับคนไข้ในลักษณะอุตสาหกรรม
Rongteen Team : แล้วคุณหมอจะมีงาน Event
คุณหมอ เชิดพงศ์ : เราจะมีการนัดกันเพื่อดูความคืบหน้า แต่ละคนก็จะมีการบ้านต้องทำ มีเครื่องแสกน 3d ต่างๆ นาๆ
Rongteen Team : คุณหมอเข้า คลีนิคของพระสงฆ์ วันไหนบ้างครับ
คุณหมอ เชิดพงศ์ : ส่วนใหญ่ก็ทุกวัน พฤหัสบดี ครับ
***** ติดตามบทสัมภาษณ์ต่อ ในภาคที่ 2 ครับ เพราะมีข้อมูลเยอะมากๆครับ *****
ภาค 2 : http://www.rongteen.com/interview/7.html
*** ข้อมูล และข้อความที่แสดงอาจมีความผิดพลาดในเรื่องของภาษาทั้งไทยและอังกฤษ เนื่องจากเป็นการถอดสำนวนจากการบันทึกเสียง อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ครับ
ต้องขออภัยเพื่อนๆที่อ่าน หากมีตรงไหนชี้แนะ ทาง Rongteen Team ยินดีรับทราบเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปครับ ขอบคุณครับ...
ติดตามข่าวสาร กิจกรรม บทความของคุณหมอ นพ. เชิดพงศ์ หังสสูต
พร้อม ถาม-ตอบปัญหาโดยตรงได้ที่ http://www.rongteen.com/footcareclinic/
ขอขอบคุณ
นพ. เชิดพงศ์ หังสสูต แพทย์ประจำโรงพยาบาลสมิตติเวช ที่ให้เกียรติสัมภาษณ์ในครั้งนี้
บทสัมภาษณ์ และถ่ายภาพ โดย Rongteen Team