
ข้อห้ามเรื่องรองเท้า
๑.ในศาสนาอิสลามมีข้อห้ามว่ามิให้ผู้ใดสวมรองเท้าเข้าไปในสุเหร่ามัสยิดยิ่งเป็นผู้อยู่ศาสนาอื่นถือว่าเป็นการดูหมิ่นกันทีเดียวถือว่ารองเท้าเป็นของต่ำเหยียบของโสโครกมา
๒.ในศาสนาพุทธก็มีบทบัญญัติ มิให้พระสงฆ์สวมรองเท้าเข้าไปในเขตพัทธสีมา ถือว่าเป็นบาป
๓.ในพระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ กล่าวถึงโมเสสจะขึ้นไปบนภูเขาไซนาย พระเจ้าได้ร้องลงมาว่าให้ถอดรองเท้าเสียก่อน ด้วยภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพ เมื่อโมเสสถอดรองเท้าขึ้นไป พระเจ้าได้มอบจารึกศิลาบัญญัติ๑๐ประการ ไว้เป็นศีลข้อปฏิบัติแก่ชาวยิว และต่อมาก็ชาวคริสเตียนทั้งมวล
๔.ในเขตเจดียสถานที่พม่า เช่น วัดวาอาราม และเจดีย์ชเวดากอง จะไม่อนุญาติให้ผู้ใดใส่รองเท้าเข้าไปในพุทธศาสนสถานเป็นอันขาด (ปู่ย่าตายายของไทยเราก็ยึดถือปฏิบัติกัน แต่ชนรุ่นหลังหาได้ยึดถือกันไม่)
๕.ประเพณีพุทธฝ่ายหินยานในไทย ไม่ว่าจะเป็นมหานิกายหรือธรรมยุติ ห้ามมิให้พระสงฆ์ใส่รองเท้า เวลาออกเดินบิณฑบาตเป็นอันขาด
และข้อห้ามในเมืองไทย ที่สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือเคร่งครัดกันนักคือ ห้ามใส่รองเท้าเข้าไปในอาณาเขตพัทธสีมา เมื่อจะผ่านไปยังตัวพระอุโบสถ จะต้องถอดรองเท้าเสียก่อน การใส่รองเท้าเข้าไปถือว่าเป็นการไม่เคารพ เพราะชาวพุทธนั้นถือว่า เขตสังฆกรรมเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ กิจสำคัญทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าสงฆ์ฝ่ายอะไร นิกายอะไร ซึ่งจะปฏิบัติตรงกันคือในระหว่างออกบิณฑบาตจะไม่มีการสวมรองเท้าอย่างเด็ดขาด
อำนาจพิเศษเกี่ยวกับรองเท้า ดังปรากฏในประวัติเทพเจ้าเมอร์คิวรี่(ดาวพุธ) ท่านสวมรองเท้ามีปีกที่ข้อเท้า ทำให้มีอำนาจมหัศจรรย์ไปไหนมาไหนชั่วลัดพริบตา จนได้เป็นเทพเกี่ยวกับการสื่อสารของสวรรค์ ซึ่งมีจูปิเตอร์เป็นปิ่นสวรรค์
รองเท้าแก้วของนางยักษ์ ซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของพระสังข์ เมื่อสวมรองเท้าแล้วพระสังข์สามารถเหาะเหินเดินอากาศไปได้อย่างรวดเร็ว เรื่องนั้จะว่าเอาอย่างมาจากคัมภีร์ปัญญาสชาดกของไทย อันรจนาถึงนิทานเก่าแก่พื้นเมืองของสุวรรณภูมิ อันเล่าสืบกันมานานเป็นพันปีแล้ว ในชาดกเรียกสุวรรณสังข์
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก http://board.palungjit.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต