ฆาตกรผู้หลงใหล...รองเท้าสวย !?!
"เจโรเม เจอรี บรูดอส" เกิดเมื่อปี 1939 ที่โอเรกอน สหรัฐอเมริกา เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกเกลียดแม่ที่วางอำนาจ เขาเริ่มต้นขโมยของใช้เพศตรงข้าม เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองเท้าที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ
โดยรองเท้าคู่แรกในชีวิตเขาได้มาจากบ่อขยะในเมือง นั่นทำให้แม่ของเขารู้สึกโกรธมาก ไม่นานหลังจากนั้นบรูดอสก็เริ่มลักของพี่สาวและเพื่อนบ้าน บางครั้งก็ขโมยชุดชั้นในจากราวตากผ้า

เมื่ออายุได้ 17 ปี บรูดอสใช้มีดขู่บังคับให้เด็กสาวคนหนึ่งเปลื้องผ้าถ่ายรูป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยว่าเขาเริ่มมีบุคลิกภาพผิดปกติ จึงถูกส่งไปบำบัดที่โรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตในฐานะคนไข้นอก ต่อมาเดือนมีนาคม 1959 เขาไปเป็นทหารในกองทัพบกสหรัฐ อยู่ได้เพียง 6 เดือน ก็ถูกปลดประจำการ หลังจากสารภาพกับจิตแพทย์ของกองทัพว่า เด็กสาวชาวเกาหลีคนหนึ่งคลานขึ้นเตียงของเขาทุกคืน
เมื่อกลับไปบ้านที่โอเรกอนเขาพักอยู่ในโรงเก็บเครื่องมือของครอบครัว เริ่มอาละวาดกับผู้หญิงตามท้องถนนและเริ่มหันกลับมาขโมยรองเท้าอีกครั้ง พฤติกรรมคุกคามทำร้ายร่างกายเพศตรงข้ามของบรูดอสยุติลงในปี 1961 เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งตั้งท้องกับเขาจนต้องแต่งงานกันในที่สุด ชีวิตในฐานะสามีและพ่อของลูกกำลังไปได้ดี แต่แล้วในปี 1967 ขณะภรรยาไปคลอดลูกคนที่ 2 บรูดอสก็เริ่มกลับมามีพฤติกรรมลักขโมยอีก เขาสะกดรอยตามเด็กสาวที่ใส่รองเท้าสวยๆ หรือไม่ก็บุกเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ บีบคอสาวเจ้าของห้องจนสลบแล้วลงมือข่มขืน ก่อนจะหลบหนีไปพร้อมกับรองเท้าของเหยื่อ
ช่วงเดียวกันนี้บรูดอสเริ่มบังคับให้ภรรยาเดินเปลือยกายรอบบ้าน เพื่อถ่ายรูปเก็บไว้ พร้อมกับถ่ายรูปตัวเองที่สวมชุดชั้นในของผู้หญิงด้วย !?!
พฤติกรรมของบรูดอสเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ขณะอายุล่วงเข้าวัย 29 ปี "ลินดา สลอว์สัน" หญิงสาววัย 19 ปี หอบเอนไซโคพีเดียไปเสนอขายให้บรูดอสถึงประตูบ้าน ในวันที่ 26 มกราคม 1968 เธอโดนลากตัวเข้าไปทุบตีในโรงรถ ข่มขืนแล้วรัดคอจนสิ้นใจ จากนั้นเขาบอกให้ภรรยาออกไปซื้อแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนตัวเขาก็เริ่มเอาเสื้อผ้าผู้หญิงที่ขโมยมาตกแต่งศพลินดา ก่อนจะตัดเท้าซ้ายเอาไปเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง สำหรับอวัยวะส่วนอื่นๆ นำไปทิ้งที่แม่น้ำวิลลาเมตต์ใกล้บ้าน
เดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน "สเตฟานี วิคโก" เด็กสาววัย 16 ปี หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยกระทั่งมีคนไปพบศพในเดือนมีนาคมปี 1969 จากนั้นวันที่ 26 พฤศจิกายน 1968 "แจน วิทนีย์" อายุ 23 ปี ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ การสอบสวนของตำรวจท้องถิ่นได้ความว่า ระหว่างที่รถของเธอเสียบรูดอสได้รับเธอขึ้นรถ พาไปฆ่าที่โรงรถแล้วแต่งตัวใส่เสื้อผ้าให้ศพตามรสนิยมอันพิสดารของเขา จากนั้นจับศพเธอแขวนกับตะขอนานหลายวัน ก่อนจะตัดเต้านมทั้งสองข้างเก็บไว้ชื่นชม ส่วนศพนำไปทิ้งที่แม่น้ำวิลลาเมตต์อย่างที่เคยทำกับศพอื่นๆ ก่อนหน้า
บรูดอสยังคงเดินหน้ากระทำผิดอยู่อย่างต่อเนื่อง วันที่ 27 มีนาคม 1969 เขาได้ลักพาตัว "คาเรน สปริงเกอร์" อายุ 19 ปี ไปจากลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พาไปข่มขืนที่บ้าน บังคับถ่ายรูปก่อนจะลงมือฆ่า โดยจับแขวนคอแล้วเฉือนเต้านมทั้งสองข้างออก ที่เหลือนำไปทิ้งที่แม่น้ำลองทอม เหยื่อรายสุดท้ายของเขาเป็นหญิงสาววัย 22 ปี "ลินดา ชาลี" วันที่ 23 เมษายนหลังจัดการกับคาเรน บรูดอสปลอมตัวเป็นตำรวจจับกุมลินดาในข้อหาลักทรัพย์ร้านค้าแล้วพาไปฆ่าอย่างเลือดเย็น
ช่วงที่หญิงสาวหลายคนหายไปอย่างลึกลับและไร้ร่องรอยให้ติดตามนั้น ตำรวจพยายามสืบสวนหาตัว แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดๆ บ่งชี้ว่าพวกเธอถูกฆาตกรรม จึงเป็นเพียงคดีคนหายเท่านั้น กระทั่งวันที่ 10 พฤษภาคม 1969 ชาวประมงพบศพลินดา ชาลี ในแม่น้ำลองทอม ถูกถ่วงด้วยกระปุกเกียร์ 2 วันถัดมาชุดประดาน้ำก็งมพบศพคาเรน สปริงเกอร์ ที่ก้นแม่น้ำเดียวกัน การสืบสวนหาตัวฆาตกรจึงเริ่มต้นขึ้น โดยตำรวจได้เบาะแสจากนักศึกษาหลายคนว่า พบเห็น "เจอรี บรูดอส" อดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม เตร็ดเตร่อยู่แถวมหาวิทยาลัยหลายครั้ง
วันที่ 25 พฤษภาคมปีเดียวกันนี้ ตำรวจจึงเข้าจับกุมบรูดอสนำตัวมาสอบสวนแล้วแจ้งข้อหาฆาตกรรมในอีก 5 วันต่อมา ผลการตรวจบ้านพักของบรูดอสพบเสื้อผ้าและรองเท้าผู้หญิงที่เขาสะสมเอาไว้จำนวนมาก รวมทั้งภาพภ่ายอีกหลายร้อยใบ แต่ใบที่น่าสมเพชและชวนขนลุกที่สุดเป็นภาพของเหยื่อสาวรายหนึ่ง ที่บรูดอสบรรจงแต่งตัวให้อย่างประณีต แล้วจับแขวนกับตะขอในโรงรถ โดยมีกระจกเงาบานหนึ่งวางไว้ใต้กระโปรงศพ
เมื่อถูกนำตัวขึ้นศาลช่วงแรกบรูดอสยกเหตุวิกลจริตขึ้นมาต่อสู้ และมีท่าทีสำนึกผิดกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป แต่หลังจากแพทย์ 7 คนลงความเห็นพ้องต้องกันว่า บรูดอสไม่ได้วิกลจริตแม้ว่าจะมีบุคลิกภาพผิดปกติอย่างรุนแรงก็ตาม สุดท้ายศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในความผิดฐานกระทำฆาตกรรม 4 คดี
บรูดอสถูกส่งตัวไปคุมขังในเรือนจำ ระหว่างนี้มีนักจิตวิทยาหลายคนพยายามศึกษากรณีของบรูดอส ด้วยการเข้าไปพูดคุยกับเขา เพื่อสะท้อนถึงสิ่งที่เขาเป็นและกระทำลงไปพบว่า ระหว่างพูดคุยกันบรูดอสโกหกอยู่ตลอดเวลา หรือจะเรียกว่าโกหกแทบทุกเรื่องที่ทำและแม้แต่เรื่องที่ไม่ได้ทำ เขาเป็นคนมีบุคลิกมีเสน่ห์ ใจกว้าง และธรรมชาติของความเป็นมิตร สุภาพ ซึ่งนักจิตวิทยาเชื่อว่าอาจมีส่วนต่อการจูงใจเหยื่ออยู่เช่นกัน
ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาชื่อดังและที่ปรึกษาศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ความเห็นว่าพฤติกรรมของ "เจโรเม เจอรี บรูดอส" น่าจะเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเก็บกดที่ได้รับจากแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับที่ผิดหลัก แทนที่จะเป็นการอธิบายเหตุผลให้ฟังว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดปกติ ดีหรือไม่สมควรอย่างไร ดังนั้น จึงเกิดการต่อต้านจากแรงกดดันข้างต้น ทำให้เขาเริ่มมีพฤติกรรมรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ดร.วัลลภบอกด้วยว่า พฤติกรรมของคนไข้ที่ชื่นชอบข้าวของเครื่องใช้เพศตรงข้าม เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศนั้น มีมานานมากแล้ว ไม่ใช่เป็นสิ่งแปลกใหม่ สำหรับประเทศไทยเองไม่ได้มีการบันทึกสถิติไว้อย่างเป็นทางการ แต่เท่าที่ศึกษามาตลอดการทำงานพบว่า พฤติกรรมลักษณะนี้สำหรับคนไทยเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะในเพศชายจะมีมากกว่าเพศหญิงเท่าตัว
"คนเหล่านี้เมื่อเจอของจริงจะไม่กล้า ชอบเก็บกด อย่างเช่นผู้ชายที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ไปหาซื้อชุดชั้นใน-กางเกงในของเพศตรงข้ามมาดม พร้อมกับสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ขณะที่เพศหญิงก็เหมือนกัน ไปหาซื้อกางเกงในผู้ชายมาใส่ หรือสูดดมก็มีให้เห็น ที่สำคัญคนเหล่านี้ไม่รู้ตัวว่าตัวเองป่วยจึงไม่ค่อยจะเข้ามาบำบัดเท่าไรนัก" ดร.วัลลภให้ความเห็น
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก www.komchadluek. net
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต