
A WALK IN THE CLOUD : สู่ดินแดนม่านหมอกและขุนเขา
หุ หุ แหะ แหะ สงสัยจังหัวเราะอย่างรู้สึกผิด... มันจะเอายังไงกันแน่ ทำเว็บฯ เนี่ย หึ หึ เว็บนี้อัพเดทปีละครั้ง ดูเหมือนข้อมูลจะเพอร์เฟ็กมากเลยนะ แต่...คือว่า...บางอย่างมันต้องอาศัยแรงบันดาลใจนะคะ สำหรับสงสัยจังแล้วจะพิเศษกว่าคนอื่นหน่อยหนึ่ง ที่ต้องทั้งพลักทั้งดันกว่าจะมีแรงบันดาลใจมันก็ต้องอาศัยเวลามากโขอยู่ ขอโทษเพื่อน ๆ ด้วย
เมื่อปลายปีที่แล้ว(30 พ.ย.2550)จับผลัดจับผลูได้เพื่อนอีกสามคนร่วมเดินทางไปด้วย เราไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนกัน ดินแดนในฝัน เมืองปายไงคะ

สำหรับวัฒนธรรมของชาวไทยใหญ่ ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของแม่ฮ่องสอน ลักษณะการแต่งกายจะมีเอกลักษณ์ ที่ต่างจากชนกลุ่มอื่น คือชายนิยมสวมกางเกงขากว้าง คล้ายกางเกงสะดอของล้านนา เสื้อแขนยาวคอกลมผ่ากลาง ติดกระ ดุมผ้า ส่วนผู้หญิง นิยมนุ่งผ้าซิ่น เสื้อปักฉลุสวยงาม สาบเสื้อด้านหน้าป้ายจากด้านซ้ายมาติดกระดุมด้านขวา มีทั้งแบบแขน สั้นและแขนยาว ชาวไทยใหญ่ไม่ว่าชายหรือหญิง นิยมสะพายย่าม และสวมหมวกที่เรียกว่า "กุ๊บไต" ภาษาที่ใช้ก็คือภาษาไทย ใหญ่หรือภาษาไต นอกจากชาวไทยใหญ่แล้ว ในแม่ฮ่องสอนยังมีชนเผ่าต่างๆ หลายชนเผ่า ซึ่งต่างก็มีศิลปวัฒนธรรมที่แตกต่าง กันออกไป เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเข้ามาศึกษาและสัมผัสอย่างใกล้ชิด
คนในแม่ฮ่องสอนนิยมทานข้าวจ้าวเป็นหลัก อาหารอร่อยที่อยากจะแนะนำ คือ แกงฮังเล ทำจากหมู และอีกหลายอย่างซึ่ง หาซื้อได้ในตลาดเช้าในเมือง ส่วนการปรุงอาหารนั้น นับว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนไตทั้งในชีวิตประจำวัน และการทำบุญในเทศกาลต่าง ๆ ผู้ชายจะเป็นคนปรุงอาหารในเทศกาล และสำคัญต่าง ๆ เช่น "ปอยส่างลอง" (งานบวชลูกแก้ว) "ปอยจ่าตี่" (งาน บูชาเจดีย์ทราย) อาหารของคนไตจะมีเครื่องปรุงที่สำคัญคือ "ถั่วเน่าแค๊บ" ซึ่งทำจากถั่วเหลือง ลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-6 นิ้ว ขนมของชาวไต
"ส่วยทะมิน" ทำจากข้าวเหนียว นำมานึ่งแล้วกวนใส่น้ำตาลจนเหนียวตักใส่ ถาดแล้วใช้น้ำกะทิทาหน้าขนมแล้วอบจนเกรียม
"อ่าละหว่า" คล้าย "ส่วยทะ มิน " แต่ทำจากแป้งหมี่และอบหน้าด้วยกะทิหมือนกัน
"อ่าละหว่าจุ่ง"คล้าย" อ่าละหว่า"มีส่วนผสมที่เพิ่มขึ้นคือนม เนย หรือทุเรียน
"เปม้ง" ทำจากแป้ง โม้กับโซเดียมไบคาร์บอนเนต (โซดา) เคี่ยวกะทิกับน้ำตาล มีขนมอื่น ๆ อีก เช่น ข้าวต้มกล้วย ข้าวต้มถั่ว ข้าวต้มกะทิ

หลังจากวางแผนเที่ยวข้ามปีกับเพื่อนสนิทในที่สุดพวกเราก็ได้มีโอกาสไปเยือนจังหวัดแม่ฮ่องสอนเมืองแห่งขุนเขาและม่านหมอก ออกเดินทางจากกรุงเทพคืนวันที่ 29 พ.ย. 50 ถึงเชียงใหม่ตอนเช้ามืดวันที่ 30 แวะพักกินข้าวเช้าที่ตลาดแม่มาลัย แล้วสะดุดตากับบ้านสีสวยสดใสตรงที่เรากินข้าวกัน ก็เลยถือโอกาสเก็บภาพมาให้ดูกันเล่น ๆ

จากนั้นก็เดินทางไปที่โป่งเดือดอาบน้ำแร่ แต่มีอยู่สามคนที่กลัวน้ำก็เลยนั่งจุ่มลงแค่เท้า แต่แค่น้ำก็รู้สึกเท้าสวยขึ้นตั้งเยอะนี่ถ้าลงแช่ทั้งตัวคงสวยกว่านี้อีกเนอะ...

น่าเสียดายที่กล้องมันเกิดอาการเพี้ยน ๆ นิดหน่อยก็เลยทำให้ถ่ายรูปไม่ค่อยชัด แถมไอน้ำก็เยอะเสียเหลือเกินเกาะติดเลนส์เต็มไปหมด ไม่เกี่ยวกับฝีมือคนถ่ายนะคะ คนถ่ายรูปถ่ายรูปออกจะสวย

จากนั้นก็เดินทางสู่เมืองปายอำเภอเล็กๆ ท่ามกลางธรรมชาติมีประชากรประมาณ 30000 คน แวะทานข้าวส้มตำไก่ย่างที่หน้าอำเภอ อร่อยใช้ได้ทีเดียว

หลังจากนั้นเราก็ไปเก็บสัมภาระกันที่โรงแรม เอ้ย กระท่อมแบบลูกทุ่งบรรยากาศโรแมนติกกันที่กาสะลองริเวอร์ลอดจ์ อาบน้ำอาบท่ากันก่อนที่อากาศจะเย็นไปกว่านี้ แล้วจึงพากันไปตะลุยกันต่อที่โป่งเดือดอีกแห่งหนึ่ง
ต่อด้วยการไปไว้พระที่วัดน้ำฮูหรือน้ำฮู้กัน เป็นวัดที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปทางโรงพยาบาลปายประมาณ 3 กิโลเมตร อยู่ที่หมู่ 5 ตำบลเวียงใต้ เป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่ออุ่นเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทำด้วยโลหะทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 28 นิ้ว สูง 30 นิ้ว พระพุทธรูปองค์นี้พระเศียรกลวง ส่วนบนเปิดปิดได้และมีน้ำขังอยู่ เป็นพระพุทธรูปสิงห์สาม อายุประมาณ 500 ปี เมื่อ พ.ศ. 2515 วัดน้ำฮูจะมีน้ำพุดขึ้นบนเศียรพระประธานวัดน้ำฮู มีพระธุดงค์จากอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ มานมัสการและสงสัยว่าข้างในพระจะมีน้ำจึงเปิดดูพบว่ามีน้ำจริงๆ ข่าวนี้แพร่ออกไปก็มีผู้คนหลั่งไหลมาขอน้ำไปสักการะพอน้ำในพระเศียรหมดก็จะมีไหลออกมาอีกในลักษณะซึมออกมาตลอดเวลา

แล้วหลังจากนั้นก็ไปรับประทานอาหารจีนยูนนานที่หมู่บ้านสันติชน ชมการจำลองวัฒนธรรมจีนและดูชิงช้า แล้วก็ไปฝ่าลมหนาวเดินที่ตลาดยามค่ำเมืองปายกัน แล้วจึงกลับไปนอนหลับฝันดี
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก www.songsaijang.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต