
คติสอนหญิง: น้ำหอมจากส้นเท้า
เท้าเป็นอวัยวะที่ต่ำในสายตาคนไทย
คนไทยไม่ชอบให้คนอื่นใช้เท้ากับอวัยวะส่วนใดของตน
การใช้เท้าชี้มาที่ตัวของเรานับเป็นสิ่งที่รับไม่ได้เลย
แต่เราก็คงปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า
"เท้า" เป็นอวัยวะที่มีประโยชน์ต่อเราอย่างมหาศาล
เพราะถ้าไม่มีเท้าเราก็ยืนไม่ได้
หรือถ้าไม่มีเท้าเราก็เดินไปไหนไม่ได้
ยิ่งกว่านั้น เกษตรกรจำนวนมากใช้เท้าในการสร้างผลผลิต
อย่างเช่น ในธุรกิจการทำเหล้าองุ่น นับแต่โบราณกาลมาแล้ว
เกษตรกรจะใช้เท้าย่ำองุ่นในบ่อย่ำองุ่น
จนได้น้ำองุ่นเข้มข้นออกมา
ก่อนจะนำไปบรรจุหรือแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์สารพัดนาม
พูดง่ายๆ ก็คือ
ในอดีต ถ้าไม่มีเท้า ก็ไม่มีน้ำองุ่นมาให้ดื่ม
ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า
ในกระบวนการผลิตน้ำหอม ในสมัยโบราณนั้น
เขาใช้เท้าเหยียบย่ำดอก ใบ หรือผลของพืชพรรณนานาชนิด
เพื่อจะได้หัวเชื้อของน้ำหอมออกมาเช่นเดียวกันหรือไม่ ?
ถ้าเป็นจริงตามนั้น น้ำหอมที่กลั่นออกมาได้ ก็คือ พร
ที่กลับไปสู่เท้าที่เหยียบย่ำเหล่าดอกไม้นั่นเอง
หากชีวิตของเราในวันนี้
เป็นเหมือนกับดอกไม้ที่ถูกเหยียบย่ำ ถูกกระทำร้าย
ไม่ว่าจะทางกายหรือทางจิตใจ
แต่ในเหตุการณ์เหล่านั้น
กลับทำให้เราเติบโตขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ
คือ ทำให้เราถ่อมตัวถ่อมใจมากขึ้น
หรือ ทำให้เราเข้าใจ และเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
หรือ ทำให้เรารู้จักคุณค่าชีวิตของเรามากขึ้น ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นพรต่อชีวิตของเรา
อาการหนึ่งที่พอจะบ่งบอกได้ว่า
เรากำลังเติบโต หรือมีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณแล้ว
ก็คือ การที่เรารู้จักให้อภัยแก่ผู้ที่ทำสิ่งเลวร้ายต่อเรา
ดังนั้นการยกโทษให้แก่ผู้ที่กระทำผิดต่อเรา
และแถมด้วยการอวยพรให้แก่เขา
จึงเป็นเสมือนน้ำหอมที่กลั่นมาจากดอกไม้
เพื่อจะเป็นพรแก่เท้าที่เหยียบย่ำมัน
ใช่ครับ ! ในเมื่อเราได้รับพรเพราะเท้าของผู้อื่น
การยกโทษให้แก่เขานี้ยังถือว่าน้อยเกินไป
อันที่จริงแล้ว เราควรจะขอบคุณเขาซะด้วยซ้ำไป
จริงไหมครับ ?
จาก กำลังใจ ไม่ไกลเกินไขว่คว้า
โดย ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก www.saranair.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต