
รองเท้าที่กลับข้าง
เมื่อตอนฉันยังเด็ก ฉันจำได้ฉันโดนตีไม่รู้หรอกว่าเจ็บมั้ยฉันจำไม่ได้แต่ฉันร้องไห้
แม่ตีฉันบอกว่าสอนเท่าไหร่ทำใมไม่จำ ว่าข้างนี้ข้างซ้าย ต้องอยู่เท้าซ้าย
ข้างนี้ข้างขวาตอ้งใส่ข้างขวา ฉันไม่เข้าใจเวลาแม่ไม่อยู่ฉันใส่เองฉันก็ใส่แบบนี้ฉันยังไปเดิน
เล่น หรือไปกระโดดที่ไหนต่อที่ไหนได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องกลับข้างรองเท้าเลย
เวลาแม่เห็นฉันใส่แบบนี้ทีไร เป็นบังคับให้ฉันเปลี่ยนทุกที ในตอนนั้นฉันมีความรู้สึกว่า แม่เจอ
ฉันทีไรเป็นต้องมองที่รองเท้าฉันก่อนทุกทึซิเล่าและทุกครั้งฉันก็ยังใส่มันผิดเหมือนเดิม เวลา
นี้ฉันมานั่งคิดถึงวันก่อน ๆ ฉันถามตัวเอง ฉันโง่ หรือฉันรั้นกันแน่
จำไม่ได้เหมือนกันว่าฉันใส่ ถูกเมื่อตอนอายุเท่าไรหรือนานแค่ไหนแค่รองเท้ามันช่างเป็น
ปัญหาใหญ่สำหรับฉันเสียเหลือเกินในเวลาที่ฉันเป็นเด็ก ฉันเคยอ่านคำคมของใครฉันจำไม่ได้
รู้แต่ว่าคนเขียนทำใมเข้าใจ
ชีวิตคนเราได้มากมายขนาดนั้น คนเขียน บอกว่า ความเป็นเด็ก ทำให้เราใส่รองเท้าผิดข้าง
จริงใช่มั้ยกับคำเขียนนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยเห็นผู้ใหญ่คนไหนใส่ผิดข้างเลย
คนเขียนคำคมนี้ไม่ได้เขียนเพื่อสอนเด็กที่ยังใส่รองเท้าไม่ถูกหรอก ฉันมั่นใจ และเชื่อมา
ตลอด ว่าคำคมนี้สอนผู้ใหญ่ ที่กำลังจะทำอะไรที่ผิดพลาด เพราะอะไรนะหรือ
คิดดูซิ ผู้ใหญ่คนไหนใส่รองเท้าผิดข้าง ก็แสดงว่าผู้ใหญ่คนนั้นขาดสติ ใช่มั้ย บางครังฉันเห็น
คนสติไม่ดียังใส่ถูกเลย และบางครั้งความไม่มีสติทำให้เค้าไม่ต้องใส่อะไรเลยเดินบนถนนที่
ก้วางใหญ่ร้อนแสนร้อนเค้าก็ยังเดินโดยไม่รู้ สึกอะไร ฉันไม่ได้คิดจะเปรียบขีวิตคนเหมือน
รองเท้านะ
ขอโทษด้วยหากใครคิดจะโกธรฉันเมื่ออ่านจบ ทำไงได้ล่ะปัญหาที่ฉันเจอมันทำให้ฉันนึก
ถึงคำสอนของแม่ตลอด หลายเรื่อง แต่ฉันเพิ่งจะมานึกถึงก็ตอนนี้แหละ ที่หลายคนพูดว่าเวลา
ทุกข์ คนแรกที่เราจะนึกถึงคือแม่ แต่ถ้าเวลาสุข แม่จะเป็นคนสุดท้ายที่เรานึกถึง (ลูกที่แย่
แบบฉันนะ คงมีไม่มากนักหรอก)
ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยนึกถึงแม่หรือใครนอกจากตัวฉันเองและคนที่ฉันรัก รักซ้อนไง
ฉันมีขีวิตคู่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วก็ยัง ไปรักคนที่เค้ามีเจ้าของแล้วเหมือนกัน ณ เวลานั้
นฉันไม่รู้หรอกว่าเจ้าของเค้าจะรู้สึกยังไง ทำไงได้ฉันมีความสุขนี่น่า คนอื่นช่างซิ
เวลาฉันทุกข์หลายคนปลอบฉันพอปลอบเสร็จคนปลอบยังหัวเราะได้เมื่อไปจากฉัน
แต่ฉันยังร้องไห้อยู่แต่พอเวลา ฉันเวลาที่ฉันกำลังจะมีความสุขฉันหัวเราะอยู่ ยิ้มกับความสุข
ปล่อยฉันได้มั้ย ให้ฉันได้หัวเราะ ได้ยิ้มรับความสุขนาน ๆ ได้มั้ย คนอื่นจะทุกข์บนความสุขฉัน
ฉันไม่สนใจ ในเวลานั้น เห็นแก่ตัวชมัดฉันนี่เพิ่งจะรุ้ตัวเองตอนนั้น ฉันรักเค้าเค้ามีเครื่องแบบ
คนของเค้าเคยบอกฉันถ้าเค้าไม่มีเครื่องแบบฉันจะสนใจคน ของเค้ามั้ย สนค่ะ ไม่ต้องถามฉัน
แบบนี้หรอก ฉันอยากให้เค้าไม่มีเครื่องแบบหรอก ฉันกับเค้าจะได้ทำชั่วถนัดกว่านี้ และอีก
อย่างเครื่องแบบเค้าใส่อยู่น่ะยศ น้อยกว่าหลายคนที่ฉันคบอีก ลืมคำว่าเครื่องแบบไปได้เลย
ฉันคบเพราะเค้าเป็นเค้า ฉันไม่ได้บอกนะ ว่าเค้าเป็นคนดี เพราะตั้งแต่ที่ฉันคบกับเค้ามา ฉัน
ฉันไม่เห็นความดีเค้ามีมาให้ฉันเห็น นอกจากคำพูดเท่านั้น ไม่งั้นผู้หญิงฉลาดอย่างฉันจะหลง
คนโง่กว่าได้ยังไง เค้าโง่กว่าฉันนะ ถ้าเค้าไม่โง่กว่าฉัน เค้าคงไม่มาเสียเวลากับผู้หญิงอย่าง
ฉันหรอกจริงมั้ย ฉีนจะบอกอะไรให้คนที่เป็น ที่หนึ่งทราบไว้เถอะ คนที่คนที่สอง ไม่ใช่จะสุข
มากมายอย่างที่หลายคนมอง
ตอนนี้ฉันอยู่ในมุมมองของคนที่เป็นที่สองอยู่การที่เราต้องรอใครสักคนเพื่อให้เค้าแบ่ง
เวลาที่เค้ามีอยู่อย่างจำกัดมาให้กับเราที่เป็นที่สอง มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเค้าหรอกนะ
เวลาที่มีให้เรานิดหน่อยก็พอทนได้แต่เวลาที่มีให้ต้องซ่อนเร้นต้องปิดบัง ใหม่ ๆ อาจจะรู้สึก
สนุกเหมือนเล่นซ่อนแอบกันอยู่ แต่ นานวันเข้าชักเหนื่อยล้าแล้วซิ เพราะไม่มีที่จะให้เราแอบ
แล้ว และอีกอย่างคนที่เราแอบด้วยเริ่มไม่สนุกแล้ว ไม่ใช่ว่าเหนือ่ยหรอกนะ เบื่อเสียมากกว่า
คราวนี้นี่แหละที่ฉันเพิ่งมานึกถึงคำของแม่ที่บอกเราข้างซ้ายต้องใส่เท้าซ้าย ข้างขวาต้องใส่
ข้างขวาซิ ตอนเด็กฉันอาจไม่รู้ก็ได้ เท้าไหนกันแน่ซ้าย เท้าไหนกันแน่ขวา แต่เวลานี้ฉันโต
แล้วฉันไม่น่าที่จะใส่รองเท้าผิดข้างเลย รู้นะว่าผิด ผิดทุกอย่าง ก็ยังทำ ทำเพื่อสนองความ
ต้องการของตัวเอง ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขี้น เป็นเพราะตัวเราตามใจตัวเองมากเกินไป ไม่ใช่
เราไม่รู้ซ้าย ไม่รู้ขวา เรารู้เราไม่ใช่เด็ก เราจึงไม่ควรใส่ผิด
ฉันบอกกับตัวเอง ความเป็นเด็กทำให้เราใส่รองเท้าผิดข้าง แต่. . .วันวาน..ฉันจงใจ..
ที่ ...จะไม่ใส่รองเท้าเดิน เพราะฉันไม่ใช่เด็ก ฉันยังใส่ผิดอีก ก็สมควรแล้วที่ฉันต้องเจ็บเท้า
เพราะหินบาด....ฉันเจ็บ...เจ็บมาก ทำไงได้ล่ะ....เมื่อตอนเป็นเด็กแม่เคยสอนแล้ว จำได้
และใส่ถูกมาตลอด ทำใมล่ะ เวลานี้ฉันถึงใส่ผิดข้างอยู่ล่ะ ฉันบอกแล้วไงล่ะ ผู้ใหญ่ที่ยังใส่
รองเท้าผิดข้างอยู่ จะอยู่ในพวก ไม่มีสติไง
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก www.baanjomyut. com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต