
เชือกรองเท้าหลุด
วันศุกร์ที่ผ่านมา ดิฉันไปติดต่อธุระที่สถานที่ราชการแห่งหนึ่งแถวหลักสี่ ขณะนั่งรอ เหลือบเห็นผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงสง่า มุมที่นั่งทำให้มองไม่เห็นว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาอย่างไร
เขาเดินผ่านไปอย่างรีบร้อน ด้วยบุคลิกที่สะดุดตา อดไม่ได้ที่จะแอบมองเขาจากด้านหลัง เขาถือกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ น้ำหนักคงพอดู สังเกตจากการที่เขาเกร็งข้อมือในจังหวะที่เหวี่ยงตัวก้าวเดิน
เขาหยุดยืนอ่านป้ายประกาศอยู่ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของเขาถูกรีดเรียบ ชายเสื้อสอดเก็บไว้ในกางเกงขายาวสีกรมท่า รองเท้าคัตชูสีดำเป็นมัน
ทันทีที่ดิฉันเห็นสิ่งผิดปกติ ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว เชือกรองเท้าหลุด !
ชายหนุ่มเหยียบเชือกรองเท้าตัวเอง สะดุดร่างใหญ่กับกระเป๋ามีน้ำหนักของเขา ถลาไปข้างหน้า ชนเข้ากับคุณยายที่กำลังเดินผ่านมาแรงกระแทกทำให้คุณยายรูปร่างผอมบางกระเด็นไปชนกับกระถางต้นไม้ใบใหญ่
เดชะบุญ ! คุณยายคว้าขอบกระถางไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงมีการแตกหักกันบ้าง ซึ่งน่าจะเป็นกระดูกแขนขาของคุณยายมากกว่าจะเป็นกระถางต้นไม้ใบนั้น
ส่วนชายหนุ่มถลาลงไปกองกับพื้น เมื่อหมดแรงส่ง เขารีบยันกายขึ้นทันทีจะด้วยความอาย สำรวจตัวเองว่าไม่มีอะไรเสียหาย
เขาก้าวยาวๆ เข้าไปหาคุณยาย โน้มตัวถามคุณยายด้วยอาการสุภาพ
เขากล่าวขอโทษแล้วขอโทษอีก แล้วก็ก้มลงเก็บไม้เท้าส่งให้ พาคุณยายไปนั่งพัก
ดิฉันสังเกตว่าอาการรีบร้อนของเขาเมื่อครู่นี้หายไปจนหมด ราวกับว่าธุระด่วนถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
ดิฉันมองเขาตรงๆ เก็บข้อมูลได้ว่าเขาเป็นคนหน้าตาดี แต่แววตาเขาบอกดิฉันว่า “เพิ่งได้สติ”
เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขาได้คิดอะไรบ้างอย่างหรือเปล่าไม่แน่ใจ ที่แน่ๆ คือดิฉันคิดได้ เรื่องเล็กน้อยที่เรามองข้าม
ปล่อยผ่าน ไม่ใส่ใจ
อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้
หญิงชราคนนี้อาจเป็นยายของหลาน เป็นแม่ของลูก เป็นบุคคลผู้มีพระคุณ เป็นที่เคารพรักของใครต่อใครมากมาย
หากจะมีอันเป็นไป เพียงเพราะ เชือกรองเท้าหลุดแล้วไม่ใส่ใจ เป็นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เกิดความสูญเสีย
อย่างไม่อาจเรียกร้องคืนได้ ลูกหลานคุณยายอาจทำใจให้อภัยได้ เพราะคิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครตั้งใจให้มันเกิด
แต่ชายหนุ่มจะให้อภัยตัวเองได้หรือ แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดอุบัติเหตุ
แต่เขาตั้งใจมองข้ามความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ นั้นเอง
สังคมไทย มองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จนชิน คำว่า “ไม่เป็นไรมั้ง”
ทำให้เกิดความเสียหายมาแล้วมากมาย แต่เป็นคำที่คนทั่วไปชอบใช้
และจงใจมองข้ามไป คนไทยบอกว่ากว่า ๙๐ %เราเป็นชาวพุทธ แต่กี่ % ที่รักษาศีล
และถ้าเรายังคิดว่าเหล้าเบียร์ เป็นความบันเทิง ก็เป็นความบันเทิงแบบขาดสติ
ปัจจุบันนี้แม้กระทั่งการแต่งกายของลูก คุณแม่บางคนชอบจับลูกสาวมาแต่งตัวตามแฟชั่น สายเดี่ยว โชว์สะดือ
แถมเขียนคิ้วทาปากให้ คงลืมไปว่าการทำอย่างนี้อาจส่งเสริมให้ลูกชิงสุกก่อนห่าม
หวังว่าเราจะได้มาช่วยกันดูแลแก้ไขเรื่องเล็กๆน้อยๆ ให้ถูกต้อง ไม่ปล่อยผ่านไปเหมือนเคย และที่สำคัญพรุ่งนี้ก่อนออกจากบ้าน
อย่าลืมผูกเชือกรองเท้าให้แน่นนะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก banyaibook. com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต